วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

นิทาน

ในฤดูร้อนที่ร้อนอบอ้าวมากของวันหนึ่ง พ่อค้าคนหนึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำของ ไปขายในที่ต่างเมือง เขาคิดจะถนอมม้าเอาไว้ใช้เมื่อถึงแต่คราวที่มีความจำเป็น เท่านั้น จึงเอาสินค้าทั้งหมดใส่ไว้บนหลังลา ส่วนม้านั้นเขากลับปล่อยให้เดินตัว เปล่าไม่ได้บรรทุกของอะไร ลาเมื่อถูกบรรทุกของหนัก ๆ และตอนนั้นก็กำลังเจ็บอยู่ด้วย มันจึงพูดอย่างน่าสงสารกับม้าว่า " ท่านม้า ๆ ข้ามีอะไรจะขอร้องให้ท่านช่วยสักอย่าง หนึ่งได้ไหม ? "



ม้าเมื่อได้ฟังดังนั้นก็หันมามองแล้วทำท่าฟังอย่างไม่ค่อยที่จะเต็มใจสักเท่าไหร่นัก แต่ลาก็พูดต่อไปว่า" ข้าไม่สบาย และกำลังเจ็บอยู่ ช่วยแบ่งของไปจากหลังข้าบ้างเถิด ข้าไปไม่ไหวแล้ว ถ้าท่านช่วยแบ่งเบา ภาระอันหนักอึ้งนี้ไปได้บ้าง บางทีข้าอาจจะกลับมีแรงขึ้นมาบ้างก็อาจเป็นได้ ถ้าท่านไม่ช่วย ข้าคงจะต้องตายเป็นแน่ แท้" แต่ม้ากลับตอบกลับมาอย่างโมโหว่า "ช่างเป็นเรื่องที่บ้าบอคอแตก อะไรเช่นนี้ เจ้าพูดมาได้อย่างไร เจ้าไม่รู้หรือไงว่าขาที่สำคัญของข้านี่น่ะมีเอาไว้สำหรับวิ่งให้ เร็วแต่เพียงอย่างเดียว แล้วถ้าข้าเกิดมาช่วยเจ้าแบกของหนัก ๆ อย่างนั้น แล้วเกิดขาที่สำคัญของ ข้ามีอันต้องซ้นหรือฝกช้ำดำเขียวขึ้นมาแล้วล่ะก็ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบให้ล่ะ เจ้านี่คิดบ้า ๆ เสียจริง ๆ ทนไปอีกหน่อยเถิดเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็ดีขึ้นมาเองแหละ อย่าบ่นไปนักเลย"





























ลาจึงไม่พูดอะไรต่อไปอีก อุตส่าห์เดินต่อไปในไม่ช้ามันก็หมดแรงล้มลงและขาดใจตายไป ตรงนั้น เจ้าของเมื่อเห็นดังนั้นก็แก้เอาสินค้าที่อยู่บนหลังลาทั้งหมดเอามาใส่ไว้บนหลังม้า เท่านั้นยังไม่พอยังแถมเอาศพของลาบรรทุกเพิ่มเข้าไปให้อีกด้วย ม้าจึงจำต้องเดินไปบ่นไปว่า " พุทโธ่ เอ๋ย เรานี่ชั่วเสียจริง ๆ ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ถ้าตอนนั้นจะช่วยเจ้าลามันสักครึ่ง หนึ่ง บางทีมันอาจจะไม่ต้องมาตายไปเสียอย่างนี้ เฮ้อ...แล้วเป็นไงล่ะ เดี๋ยวนี้ตอนนี้ ต้องมาบรรทุกของหนักอย่างเดียวยังไม่พอ มิหนำซ้ำยังมีศพของเจ้าลามันเพิ่มเข้าไป ให้อีก ซวยบรมไปเลยเห็นไหมล่ะ"



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ไม่ทุกข์บ้างเป็นไม่รู้ว่าอย่างนั้น...คนที่ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือความทุกข์ของผู้อื่น ทุกข์นั้น ก็อาจจะมาตกกับตัวเองบ้างดังนี้แล

นิทาน

กาลครั้งหนึ่ง....

นกอินทรีกับสุนัขจิ้งจอกได้อาศัยอยู่ที่ใกล้ ๆบริเวณป่าเดียวกัน มันเคยให้สัญญาว่า จะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน...นกอินทรี จะทำรังอาศัยอยู่บนยอดต้นไม้ ส่วนสุนัขจิ้งจอกนั้นก็ทำรังอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้ซึ่งเป็นโพรงเล็กๆต้นหนึ่ง วันหนึ่งนกอินทรี ออกบินหาเหยื่อเพื่อจะนำกลับไปให้กับลูก ๆของมันไปทั่ว ๆป่า แต่วันนี้หาเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่ได้เหยื่อ อะไรเลยสักอย่าง และก็พอดีตอนนั้นมันได้มองลงไปเห็นรังของสุนัขจิ้งจอกซึ่งสร้างเป็นโพรงไว้อยู่ที่ใต้โคนต้นไม้เข้า ลูก ๆ ของ สุนัขจิ้งจอกกำลังออกมาชะเง้อคอคอยแม่สุนัขจิ้งจอกที่ได้ออกไปหาเหยื่อมาให้กับลูก ๆ ของมันกินกันอยู่พอดีเหมือนกัน แม่นกอินทรีเมื่อมองลงไปและเห็นว่าที่หน้าโพลงของสุนัขจิ้งจอกนั้น ได้มีแต่ลูก ๆ ของสุนัขจิ้งจอกอย่างเดียวก็ดีใจ " แม่ของ พวกมันไม่อยู่ มีแต่ลูก ๆ ตั้งสามตัวแน่ะ.. เอาไปสักตัวคงจะไม่เป็นไรหรอกนะ.. " มันคิดอย่างเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดเลยหละ มันคิดว่าที่อยู่ของมันนั้นสูง สุนัขจิ้งจอกคงจะไม่มีปัญญาที่จะปีนป่ายขึ้นมาเอาลูกของมันคืนไปได้ และคงไม่มีทางที่จะทำ อะไรมันได้อย่างแน่นอนเสียด้วย



แล้วในขณะที่นกอินทรีกำลังบินถลาลงไปเพื่อจะเฉี่ยวเอาลูกสุนัขจิ้งจอกขึ้นมาอยู่นั้น ก็พอดีกับเป็นเวลาที่ แม่ของสุนัขจิ้งจอกได้คาบหนูตัวหนึ่งกลับมาที่โพลงของมันเข้าพอดี ลูก ๆ ของสุนัขจิ้งจอกเมื่อมองเห็นแม่เข้า ก็ร้องกัน ขึ้นด้วยความดีใจ " เย้..เย้..แม่กลับมาแล้ว " แต่..ในฉับพลัน ! ทันทีนั้นก็มีเสียงตีปีกดังขึ้น " พรืบ..พรืบ " แล้วต่อหน้าต่อ ตาของแม่สุนัขจิ้งจอกนั้นเลยทีเดียวที่เป็นจังหวะที่แม่นกอินทรีก็บินโผถลาร่อนลงมา มันกางเล็บที่แหลมคมของมันกาง เหยียดออก แล้วตะครุบเฉี่ยวเอาลูกของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้ก็บินทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปในทันที






















แม่สุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นดังนั้นมันตกใจมาก จนหนูที่มันคาบอยู่ในปากเพื่อจะเอามาให้ลูกกินกันนั้นล่วงตกลงมาจาก ปากเลยทีเดียว " อ๊ะ ! ..ลูกแม่ " มันมองจ้องจับสายตาไปที่แม่นกอินทรีอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตาเลยทีเดียว แล้ว วิ่งตามไปติด ๆ อย่างไม่ลดละ แล้วเมื่อมันตามมาทันจนถึงต้นไม้ที่เป็นรังของแม่นกอินทรีแล้ว....



มันก็เฝ้าคร่ำครวญร้องขอลูกคืนต่อแม่นกอินทรีอย่างน่าเวทนาว่า " ได้โปรดเถิด คืนลูกให้กับฉันเถิด เธอก็มีลูกเหมือนกัน ไม่ใช่หรือ? นึกว่าเห็นแก่หัวอกแม่ด้วยกันด้วยเถิด " แต่แม่นกอินทรีนั้นมันกลับตอบกลับมาอย่างจองหองที่สุดว่า " ลูก ๆ ของฉันกำลังหิวกัน จะแย่อยู่แล้ว แต่..ถ้าเธออยากจะที่ได้ลูกของเธอคืนละก็..ก็ปีนขึ้นมาเอาไปสิ..ถ้าปีนขึ้นมาได้ละก็..ฉัน ก็จะให้คืน ว่ายังไงปีนขึ้นมาให้ได้สิ " แม่นกอินทรีพูดแบบวางก้ามและท้าทาย
















เมื่อแม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น มันก็รีบที่จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อเอาลูกคืนทันทีเหมือนกัน แต่ ! ไม่ว่ามันจะกางเล็บแล้ว เอาจิกลงไปในผิวไม้ เพื่อที่จะพยายามปีนขึ้นไปเท่าไหร่ ๆ มันก็ไม่สามารถที่จะปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นได้ " นี่ ฉันจะทำยังไงดี ล่ะ ลูกของฉันจะต้องโดนกินเป็นอาหารของนกอินทรีเสียแล้วหรือนี่ " มันได้แต่ร้องให้คร่ำครวญปานน้ำตาจะเป็นสายเลือด และเมื่อมันหมดหนทางที่จะคิดปีนขึ้นไปบนต้นไม้ได้ มันจึงมองหาหนทางอื่นที่จะเอาลูกคืนให้ได้ไปรอบ ๆทั่วบริเวณนั้น.... แล้ว ! พลันมันก็ได้มองไปเห็นคบไฟที่มีคนจุดเอาไว้เข้า...


















"อ๊ะ...นั่นไฟนี่ เมื่อร้องขอกันดี ๆ แล้วไม่คืนให้ ทีนี้ฉันก็ต้องใช้วิธีสุดท้ายแล้วหละ " เมื่อมันคิดได้ดังนั้นแล้ว ก็วิ่งไปคาบเอา คบไฟที่มันได้มองเห็นนั้นมา แล้วตะโกนบอกกับแม่นกอินทรีด้วยเสียงอันดังว่า " จงคืนลูกมาให้กับฉันเสียดี ๆ ถ้าไม่อย่าง นั้น ฉันจะเอาไฟนี่เผาต้นไม้ต้นนี้เสีย..เธอก็คงจะรู้นะว่าถ้าต้นไม้โดนเผาแล้วละก็ ทั้งเธอและลูกของเธอก็จะโดนย่างตาย กันจนหมด เร็ว ๆ รีบคืนลูกให้กับฉันเสียดี ๆ ฉันจะเผาแล้วนะ ! ได้ยินไหม? "















แม่นกอินทรีเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ เพราะสำหรับมันน่ะแค่บินหนีไปเสียก็หมดเรื่อง แต่ลูก ๆ ของมันสิ เพิ่งจะแตก ออกมาจากใข่เมื่อไม่นาน และยังบินไม่ได้ มันจึงรีบตาเหลือกตาลานบอกกับแม่สุนัขจิ้งจอกว่า " ยอม..ยอม..ฉันยอม คืนลูกให้กับเธอแล้ว เดี๋ยวอย่าเพิ่งจุดไฟนะ ฉันยอมแล้ว " ดังนั้นด้วยการเป็นเช่นนี้มันจึงยอมคืนลูกให้กับแม่สุนัขจิ้งจอก ไป...ให้แต่โดยดี



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อันธพาลและพวกที่ชอบระรานผู้อื่นนั้น จะต้องมีวันถูกตอบแทนผลชั่วเข้าสักวันหนึ่ง.............

นิทาน

มีอยู่ในหน้าร้อนของวันหนึ่ง ด้วยปีนี้เป็นปีที่มีอากาศที่ร้อนมาก และความร้อนแบบสุด ๆนั้นได้ผ่าน ติด ๆต่อเนื่องกันมาหลายวันเลยทีเดียว พระอาทิตย์ได้ส่องแสงแผดเผาไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นน้ำในห้วย หนอง คลอง บึง จึงแห้งผากจนไม่มีน้ำหลงเหลือติดอยู่เลยแม้สักน้อยนิด ฝูกกาซึ่งมีแม่กาและลูก ๆทั้งหมด 7 ตัวของมัน ได้พยายามบินหาน้ำดื่มด้วยความกระหายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง และด้วยความกระหายอย่างมาก พวกลูก ๆจึงร้องเร่งเร้าแม่กาเป็นการใหญ่ว่า " แม่จ๋า...หิวน้ำจังเลย ทำยังไงดี " แม่กาเมื่อเห็นลูก ๆ ร้อง กระหายน้ำอย่างนั้น...และมันก็นึกได้ถึงบางสิ่งที่เป็นแหล่งหาน้ำดื่มขึ้นมาได้ จึงได้ตอบกับลูก ๆไปว่า " หิวน้ำมากหรือลูก ถ้าอย่างนั้น ก็บินตามแม่มาทางนี้ก็แล้วกัน "



แม่กานั้นครั้งหนึ่งมันได้เคยเห็นพวกมนุษย์กำลังทำการตักน้ำกันที่บ่อน้ำบาดาลแห่งหนึ่งเข้า และมันก็นึกขึ้น ได้ถึงสถานที่ ๆ แห่งนั้น " แม่จะพาไปที่บ่อน้ำบาดาลที่แม่เคยได้เห็น แล้วลูก ๆ ก็จะได้กินน้ำแก้กระหายกันได้ อย่างแน่นอนเชื่อแม่สิ " พวกนกกาแม่ลูกฝูงนั้นพากันบินมาที่บ่อน้ำบาดาลที่อยู่ใกล้ ๆกับไร่แห่งหนึ่ง และเมื่อมันทั้งหมดบินมาถึงที่หมาย ก็พบว่าที่ใกล้ ๆกับตรงบ่อน้ำบาดาลนั้นได้มีเหยือกน้ำขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ตั้งอยู่ ที่ก้นของเหยือกน้ำใบนั้นได้มีน้ำขังอยู่ แต่พวกมันไม่สามารถที่จะเอาปากยื่นลงไปกินน้ำในเหยือกนั้นได้



















" แม่จ๋า...ปากยื่นลงไปไม่ถึงก้นเหยือกหรอก จะทำยังไงดีล่ะแม่..." ลูกการ้องบอกแม่ของมัน แม่กาก็ได้แต่สั่น หัวด้วยจนปัญญาเป็นที่สุด แต่แล้วในขณะนั้น ได้มีลูกกาตัวสุดท้องตัวที่เล็กที่สุดในฝูงซึ่งจะเป็นด้วยความที่มัน กระหายน้ำเป็นอย่างมากจึงเกิดนึกโมโหขึ้นมา มันได้บินไปคาบเอาหินก้อนหนึ่งมาได้ แล้วโยนลงไปในเหยือก น้ำนั้นอย่างแรงเสียงตัง " จ๋อม... "ด้วยความโมโหที่อยากกินน้ำแล้วไม่ได้กิน อะไรทำนองนั้น แม่กาเมื่อเห็นดังนั้น จึงได้รีบบอกกับพวกลูก ๆ ว่า " ใช่แล้วสิ....ลูกก็เอาก้อนหินใส่ลงไปในเหยือกอย่างที่

นิทาน

ในเช้าของวันที่มีอากาศแจ่มใสของวันหนึ่ง มีสิงโตตัวหนึ่งเดินทอดน่องมายัง ลำธารน้ำเพื่อหาน้ำดื่ม และ ณ ที่ลำธารแห่งนั้น...มันได้พบกับสาวน้อยหน้าตา สวยงามมากนางหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวของคนตัดฟืนเข้า สาวน้อยนางนั้นกำลัง นั่งซักผ้าอยู่ที่ชายน้ำอย่างเพลิดเพลิน เจ้าสิงโตทันทีที่มันได้เห็นสาวน้อยนางนั้น เข้ามันก็เกิดนึกรักนางขึ้นมาทันทีทันใดเลยทีเดียว " โอ๊ด..โต๊ด...โต๋...ทำไมสวยงาม น่ารักอย่างนี้นะ " มันรำพึงและคิดที่จะได้นางมาไว้เป็นภรรยาของมัน มันจึงจ้องมอง ดูนางอย่างไม่ยอมวางตาเลยทีเดียว...



เมื่อสาวน้อยนางนั้นเหลือบไปเห็นสิงโตซึ่งกำลังจ้องมองนางอยู่อย่างไม่วางตาอย่างนั้นเข้า นางจึงตกใจกลัว นางรีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านทันที ส่วนเจ้าสิงโตนั้นความที่มัน นึกรักสาวน้อยนางนั้นขึ้นมาจริง ๆ มันจึงวิ่งตามเธอไปติด ๆ...สาวน้อยเมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว นางจึงรีบบอกกับพ่อของนางอย่างร้อนรนว่า " พ่อจ๋า มีสิงโตตัวหนึ่งวิ่งตามลูกมา มันมานั่งอยู่ ตรงหน้าบ้านเรานี่แล้วแหละพ่อ "



คนตัดฟืนผู้พ่อจึงออกไปเปิดประตูดู เจ้าสิงโตรีบพูดขึ้นโดยเร็วปรื๋อกับคนตัดฟืนว่า " ลูกสาว ของท่านช่างสวยงามเสียจริง ๆ ข้าเห็นแล้วก็นึกรักอยากที่จะได้เธอมาเป็นภรรยา " สิงโตบอก หญิงสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีก นางยืนแอบและร้องให้ออกมาด้วยความกลัว แต่คนตัดฟืนผู้พ่อทำเป็นใจกล้าและพูดกับสิงโตว่า " ถ้าอยากได้ลูกสาวข้าเราไปเป็นภรรยาแล้ว ละก็...ก่อนอื่นใดเจ้าต้องไปถอนเคี้ยวและตัดอุ้งเล็บที่แหลมคมออกจากอุ้งมือและอุ้งเท้าของเจ้าออกให้ หมดเสียก่อน เมื่อนั้นแหละลูกสาวของข้าจึงจะยอมไปเป็นภรรยาของเจ้า "



เจ้าสิงโตเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ถึงบางอ้อเลยทีเดียว " อ้อ นี่คงเป็นเพราะกลัวเขี้ยวและเล็บที่แหลมคม ของข้าน่ะน้า..จึงวิ่งหนี ฮ่า ๆๆๆ"มันจึงด้วยความดีใจรีบไปทำตามคำบอกของคนตัดฟืนทันที มันวิ่งไปขอให้หมอฟันช่วยถอนเคี้ยวออกจากปากของมันจนหมดทุกซี่ แล้วจึงไปหาช่างตีเหล็ก ขอให้ช่วยตัดอุ้งเล็บที่แหลมคมของมันออกทิ้งจนหมดสิ้น...จากนั้นมันก็กลับมาหาคนตัดฟืนเพื่อ ให้ดูว่ามันไม่มีเขี้ยวและกรงเล็บที่แหลมคมเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว...เมื่อคนตัดฟืนเห็นดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกับสิงโตว่า " ตอนนี้เจ้าก็เป็นสิงโตที่ไม่น่ากลัวอะไรอีกต่อไปแล้วหละ " พูดจบเขาก็หันไปคว้าไม้ ท่อนใหญ่มาไล่ตีสิงโตที่ไร้เคี้ยวเล็บตัวนั้นจนสะบักสะบอม..งอม...ไปหมดทันที สิงโตทำอะไรและต่อสู้ป้อง กันตัวไม่ได้จึงวิ่งตะเลิดหนีไปจากตรงนั้นทันที....
นิทานอีสป เรื่อง มดกับตัวดักแด้


ในคืนวันหนึ่งที่ในป่าลึก ได้เกิดลมมรสุมลูกใหญ่พัดกระหน่ำลงมาตลอดทั้งคืน...เรียกว่ามันเป็นคืน ที่สยองและโหดร้ายอย่างมากเลยทีเดียว...และกว่าลมมรสุมลูกนั้นจะพัดผ่านพ้นลงไปก็เช้าพอดี พระอาทิตย์แย้มหน้าออกมาส่องแสงให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งป่า มีมดตัวหนึ่ง ค่อย ๆแย้มหน้าของมัน โผล่หัวออกมาจากใต้ใบไม้แห้งที่วางปิดอยู่บนปากหลุมใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่เมื่อคืนมันได้ใช้ เป็นที่หลบลมพายุลูกร้ายลูกนั้นอยู่ทั้งคืน...


" โอ้ย...สุดแสนจะน่ากลัวและโหดร้ายมากเลยเมื่อคืนนี้ " เมื่อมันโผล่หัวออกมาได้ ก็บ่นงึมงำอย่างหัว เสียเป็นที่สุด แล้วขณะนั้นมันก็ได้เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งเข้า เจ้าสิ่งนั้นเคลื่อนไหวไปมาอย่างลำบาก ลำบนกลิ้งกระดืบออกมาจากใต้ใบไม้แห้งข้าง ๆตัวของมัน มันหละให้เป็นนึกขะหยะขะแหยงและความรู้ สึกไม่ค่อยจะดีในความน่าเกลียดของเจ้าสิ่งที่มันได้เห็นนั้น ทำไมถึงน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้นะ...มันคิด แล้วก็พร้อมกันนั้นมันก็พูดขึ้นกับเจ้าสิ่งนั้นว่า " นี่เอ็ง...เป็นตัวอะไรฟะ มือก็ไม่มีขาก็ไม่มี จะเคลื่อนไหว แต่ละทีก็ลำบากลำบนออกอย่างนั้น...ทำไมเจ้าถึงเป็นแมลงตะกูลที่น่าเกลียดที่สุดในโลกอย่างนี้เล่า... "


สิ่งที่มันนึกขะหยะขะแหยงนั้นคือตัวดักแด้ที่กำลังรอเวลาที่จะลอกคราบอยู่ในอีกไม่นานแต่เพราะลม มรสุมเมื่อคืน มันจึงโดนพัดให้ตกลงมาสู่พื้นดินด้านล่างอย่างโชคร้าย..." ขอโทษทีนะท่าน ที่ทำให้ท่านความรู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นเราเข้า เราเป็นดักแด้ตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่ง มือก็ไม่มี ขาก็ไม่มี จึงเดินไม่ได้เหมือนอย่างท่าน " เจ้ามดเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าเบ้ แล้วพูดว่า " แมลงอย่างเจ้า เกิดมามีกรรม เสียชาติเกิดนะ เป็นแมลงจะต้องมีขาแล้วต้องเดินได้ปีนต้นไม้ได้ เหมือนอย่างข้านี่สิ ถึงจะเรียกว่าแมลง ไม่เสียชาติเกิด...ช่างเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับเจ้าว่าเป็นพวกพ้อง แมลงเผ่าพันธุ์เดียวกันกับข้า ฮึ...เสียความรู้สึกเป็นที่สุด " เจ้ามดพูดว่าและดูถูกตัวดักแด้ตัวนั้นให้เสียใจ อย่างมาก...แล้วมันก็เดินหนีจากไปทันที...


เมื่อเวลาได้ผ่านมาวันหนึ่ง หลังจากที่ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พื้นดินทั่วทั้งป่าก็บรรดาลให้เกิดเป็นโคลน เป็นตมไปหมดทั่วทุกที่ ขณะที่เจ้ามดตัวเดิมกำลังเดินลุยโคลนอยู่ด้วยความลำบากลำบนเพราะกว่ามัน จะก้าวขาออกไปข้างหน้าได้แต่ละก้าวนั้น โคลนเหลว ๆที่เกาะอยู่ตามแข้งตามขาของมันคอยยึดขาของ มันไว้ติดเหนียวแน่นทำให้เดินลำบากน่ารำคาญอย่างยิ่ง มันจึงบ่นขึ้นด้วยความหัวเสีย " โอ้ย...โคลนเละ ๆ เหลว ๆทั้งนั้น เดินลำบากยากเย็นเสียจริง ๆ " มันบ่นไปเดินไปและคิดว่าแหมวันนี้มันช่างโชคร้าย เสียเหลือเกิน...แล้วขณะนั้นอยู่ ๆก็มีเสียง ๆหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านบนเหนือหัวของมันว่า " แมลงที่มีขา อย่างเดียวไม่มีปีกบินไปไหนมาไหนหนีภัยไม่ได้อย่างเจ้า ก็จำเป็นจะต้องได้รับกรรมจำต้องเดินด้วย ความลำบากลำบนในที่ ๆทีเป็นโคลนเป็นตมอย่างนั้น ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกินนะเนี่ย...เกิดมาเป็น แมลงมีแต่ขาอย่างเดียวอย่างเจ้านี่ เสียชาติเกิดนะ เจ้ามดเอ๋ย..ช่างน่าอายเหลือเกินถ้าจะให้ข้านับเจ้า ว่าเป็นแมลงเผ่าพันธุ์พวกพ้องเดียวกันกับข้า...ช่างน่าอายเสียจริง ๆ"


เจ้ามดรีบเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงที่พูดดูถูกดูแคลนมันอยู่ทันที แล้วมันก็ได้เห็นผีเสื้อที่สวยงามมาก ตัวหนึ่งกำลังกะพือปีกที่กว้างใหญ่และสวยงามนั้นเหมือนอวดเยาะเย้ยอยู่ด้านบน มันจึงพูดว่า " อันนั้นมัน เรื่องของข้า ก็ข้าเกิดมาไม่มีปีกเหมือนเจ้านี่ก็จำเป็นที่จะต้องเดินลุยโคลนลุยตมอยู่อย่างนี้ แล้วทำไม เจ้าจึงมาว่าข้าอย่างเสียหายอย่างนี้เล่า " ผีเสื้อจึงตอบออกมาแบบเหยียดหยามว่า " เจ้ามดจอมปากเสีย ข้าคือตัวดักแด้ตัวที่แกเคยพูดดูถูกเหยียดหยามเอาไว้ครั้งหนึ่งให้ต้องได้ช้ำใจ...เจ้าพอจะนึกออกไหม?ล่ะ ตอนนี้ข้าได้ลอกคราบออกมาแล้วเป็นผีเสื้อมีปีกที่สวยงามและสามารถที่จะบินไปในที่ไหน ๆได้อย่างสะดวก สบายและอิสระ...น่าสงสารเจ้านะเกิดมาไม่มีปีก มีแต่ขาก็กรรมมากพออยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเดิน ได้อย่างอิสระเสียอีกอย่างที่ข้าได้เห็นนี่น่ะ " ว่าทิ้งท้ายเสร็จแล้ว ผีเสื้อก็กระพือปีกและบินจากไป...

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

ใหญ่จิงๆๆๆๆ

นิทานอีสปเรื่อง เด็กโลภ

เด็กชายคนหนึ่งอยากกินลูกเกาลัดมาก จึงล้วงมือลงไปในโถ เเล้วกอบลูกเกาลัดจนเต็มกำมือเเละไม่สามารถเอามือออกจาก ปากโถเเคบๆ ได้

เด็กชายจึงร้องไห้อยู่อย่างนั้นเพราะไม่ยอมปล่อยลูกเกาลัด ออกจากมือ

เมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงว่า

"ทำไมไม่ปล่อยลูกเกาลัดในมือเสียก่อน ถ้าล้วงหยิบเกาลัด ทีละลูกเดียว ก็สามารถหยิบกินได้จนอิ่มเหมือนกัน มือก็ไม่ติด ปากโถด้วย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ได้ทีละน้อย ก็สามารถเก็บให้เป็นมากได้
นิทานอีสปเรื่อง เด็กเลี้ยงเเกะชอบปด

วันหนึ่งเด็กเลี้ยงเเกะคิดหาเรื่องสนุกๆ เล่น จึงเเกล้งร้องตะโกน ขึ้นมาว่า

"ช่วยด้วย! หมาป่ามากินลูกเเกะเเล้ว ช่วยด้วยจ้า ! "

พวกชาวบ้านจึงพากันวิ่งมาช่วยพร้อมด้วยอาวุธต่างๆ เเต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบหมาป่าสักตัว

"มันวิ่งไปทางโน้นเเล้วล่ะ"

เด็กเลี้ยงเเกะโป้ปดเเล้วก็เเอบหัวเราะชอบใจภายหลัง

ต่อจากนั้นเด็กเลี้ยงเเกะก็เเกล้งหลอกให้ชาวบ้านวิ่งหน้าตื่น เช่นเดิมได้อีก ๒- ๓ ครั้ง

จน กระทั่งวันหนึ่งมีหมาป่ามาไล่กินเเกะจริงๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงเเกะ ตะโกนขอความช่วยเหลือจนคอเเหบ คอเเห้ง พวกชาวบ้านก็ไม่มาเพราะคิดว่าเด็กหลอก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนที่มักโป้ปดมดเท็จ เมื่อถึงคราวพูดจริงก็ยากที่จะมีใครเชื่อ
นิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับสิงโต

ชาวนา คนหนึ่งเลี้ยงเเกะกับเเพะไว้หลายสิบตัว วันหนึ่ง มีสิงโตตัวใหญ่พลัดหลงเข้าไปในอาณาบริเวณบ้าน ของชาวนา เขาจึงรีบปิดประตูรั้วไว้เพื่อมิให้ สิงโต ออกไป จากบริเวณบ้านได้

เมื่อสิงโตถูกขังเช่นนั้นก็มิได้เดือดเนื้อร้อนใจนัก เมื่อ มันหิว มันก็จับเเพะกับเเกะกินเป็นอาหารอย่างอิ่มหนำ สำราญใจ

ชาวนาเห็นเเพะกับเเกะของตนถูกจับกินไปหลายตัวจึง รีบ เปิดประตูรั้วที่ล้อมรอบบ้านไว้ เพื่อปล่อยให้สิงโต กลับออกไปเป็นอิสระได้

"โธ่ ไม่น่าเลยเรา" ชาวนานั่งคร่ำครวญเสียดาย เเพะกับ เเกะ ของตน เมียของชาวนาจึงได้เเต่สมน้ำหน้า ที่สามีอยากเเกล้งขังสิงโตไว้ในบ้านดีนัก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าเลี้ยงสัตว์ดุร้าย เเละ โจร ไว้ในบ้านเป็นอันขาด
นิทาน อีสปเรื่อง ชาวนากับงูเห่า

ชาวนาเดินออกจากบ้านในเช้าฤดูหนาววันหนึ่ง

ระหว่างทางพบงูเห่าตัวหนึ่งนอนตัวเเข็งใกล้ตายอยู่บนคันนา ด้วยความเหน็บหนาว

ชาวนาเวทนานักจึงก้มลงประคองมันขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมเเขน เพื่อให้มันคลายหนาว

เมื่องูเห่าได้รับความอบอุ่นก็เริ่มมีกำลังขึ้น มันจึงกัดชาวนา ก่อนที่จะเลื้อยหนีไป

ชาวนาทนพิษบาดเเผลไม่ไหวจึงสิ้นใจตายในไม่ช้า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ข้องแวะกับคนชั่ว อาจนำภัยมาให้ (นิทานเรื่องนี้ตรงกับมงคลชีวิตข้อที่ 1 คือไม่คบคนพาล)

นิทาน

นิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับเทพารักษ์

ชาวนาผู้หนึ่งนั่งร้องไห้บนบานขอให้เทพารักษ์มาช่วย

"เกวียนติดอยู่ในหล่มลึกอย่างนี้ ลูกจะทำอย่างไรได้ ท่านเทพยดา ผู้รักษาป่าขอจงมาช่วยลูกด้วยเถิด"

เทพรักษ์ปรากฏกายตรงหน้าชาวนาเเล้วกล่าวว่า

"ถ้าอยากยกเกวียนให้พ้นหล่ม ก็จะเอาบ่าของเจ้าสอดไปใต้ล้อ เเล้วออกเเรงยกเกวียนขึ้นเท่านั้นเอง"

นิทานเรื่องนี้สอนให้ว่าจงพยายามช่นิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับเทพารักษ์